Cover von นิทานชาดก

นิทานชาดก

072
Neueste verfügbare Episode เกสวชาดก ชาดกว่าด้วย ความคุ้นเคยเป็นรสอันยอดเยี่ยม Bereit zum Anhören
0:00 13 min 39 s

380 Episoden

เกสวชาดก ชาดกว่าด้วย ความคุ้นเคยเป็นรสอันยอดเยี่ยม

ครั้งหนึ่ง ณ เมืองสาวัตถี เศรษฐีอนาถบิณฑิกะเป็นผู้มีศรัทธาแรงกล้า ชอบถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์เป็นนิตย์ ถึงขนาดที่บ้านของท่านมีอาหารพร้อมสำหรับพระภิกษุ 500 รูปอยู่เสมอ เปรียบเสมือนบ่อน้ำสำหรับหมู่สงฆ์วันหนึ่ง พระราชาเสด็จประทักษิณพระนครและทรงเห็นพระภิกษุสงฆ์จำนวนมากที่บ้านเศรษฐีอนาถบิณฑิกะ เมื่อทรงทราบว่าเศรษฐีถวายภัตตาหารแด่ภิกษุ 500 รูปเป็นประจำ พระองค์ก็ปรารถนาจะทำเช่นนั้นบ้าง นับแต่นั้นมา พระราชาจึงทรงให้ข้าหลวงจัดภัตตาหารเลิศรสถวายพระภิกษุ 500 รูปในพระราชนิเวศทุกวันแต่กลับเกิดเรื่องน่าแปลกใจขึ้น แม้ภิกษุทั้งหลายจะมารับภัตตาหารอันโอชะจากในวัง แต่พวกท่านกลับไม่ฉัน ณ ที่นั้นเลย ท่านนำภัตตาหารรสเลิศเหล่านั้นไปยังบ้านของอุบาสกอุบาสิกาผู้คุ้นเคย แล้วมอบอาหารจากวังให้แก่คนเหล่านั้น จากนั้นจึงฉันภัตตาหารที่อุบาสกอุบาสิกาผู้คุ้นเคยถวายให้แทนเมื่อวันหนึ่ง ข้าหลวงไม่พบพระภิกษุรูปใดในโรงภัตตาหารของวัง พระราชาจึงทรงสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่าเหตุใดภิกษุทั้งหลายจึงทำเช่นนั้น ในเมื่ออาหารที่พระองค์ถวายล้วนเป็นอาหารรสเลิศ พระองค์จึงเสด็จไปเฝ้าพระศาสดาที่พระวิหารเชตวัน และทูลถามถึงสาเหตุพระศาสดาทรงตรัสอธิบายว่า "การบริโภคอาหารนั้น ความคุ้นเคยกันเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง...

อารามทูสกชาดก ชาดกว่าด้วย ความฉลาดอันไม่เป็นประโยชน์

ณ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในเมืองพาราณสี มีเทศกาลประจำปีอันแสนสนุก ผู้คนมากมายหลั่งไหลมาร่วมงานอย่างล้นหลาม. แต่ในบ้านของเศรษฐีผู้หนึ่ง นายคนสวนกลับต้องนั่งทุกข์ใจอยู่ในสวน. เขาอยากไปเที่ยวงานใจจะขาด แต่ก็เป็นห่วงต้นไม้ที่เพิ่งปลูกใหม่ เนื่องจากเป็นฤดูแล้ง หากเขาไปเที่ยว ต้นไม้ก็จะขาดน้ำตายหมด.เขาจึงคิดหาทางออกอันชาญฉลาด. ในสวนแห่งนี้ มีฝูงลิงฝูงหนึ่งอาศัยอยู่ และพวกมันก็กินดอกผลของต้นไม้ในสวนอย่างสุขสบายมาตลอด. นายคนสวนจึงเข้าไปพูดคุยกับหัวหน้าลิง "เพื่อนเอ๋ย อุทยานแห่งนี้เป็นที่อยู่และแหล่งอาหารของพวกท่านมานานแล้วนะ". หัวหน้าลิงตอบอย่างนอบน้อมว่า "ใช่แล้วท่าน พวกเราต้องขอบคุณท่านมากที่คอยดูแลต้นไม้เหล่านี้ให้มีดอกออกผล". นายคนสวนจึงกล่าวต่อไปว่า "บัดนี้ ในเมืองมีงานเทศกาลประจำปี ข้าอยากไปเที่ยวบ้าง แต่ก็เป็นห่วงต้นไม้ใหม่ หากฉันจะฝากให้เพื่อนและพวกพ้องช่วยดูแลรดน้ำต้นไม้ให้จะได้ไหม". หัวหน้าลิงและบริวารรับปากอย่างเต็มใจว่า "ได้สิท่าน ข้ายินดี พวกเราจะเอาใจใส่รดน้ำให้อย่างดีเลยทีเดียว".เมื่อวางแผนเรียบร้อย นายคนสวนก็นำเครื่องมือรดน้ำจำนวนมากมาวางไว้ให้ฝูงลิง....

อุทัญจนีชาดก ชาดกว่าด้วย หญิงโจร

ณ กรุงพาราณสี ในยุคที่พระเจ้าพรหมทัตครองราชย์ มีพระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นพราหมณ์ผู้มั่งคั่ง หลังจากการสูญเสียภรรยาไป พระองค์ก็เกิดความเบื่อหน่ายในชีวิตฆราวาส จึงพาบุตรชายออกบวชเป็นฤาษีในป่า ทั้งสองดำรงชีวิตอยู่ด้วยการบริโภคเผือก มัน และผลไม้ป่าอยู่มาวันหนึ่ง มีหญิงงามคนหนึ่งผู้ชำนาญในการล่อลวงผู้อื่น นางถูกพวกโจรชาวปัดจันตคามจับเป็นเชลย และถูกกวาดต้อนให้ขนข้าวของมีค่าไปยังชายแดน ด้วยความเจ้าเล่ห์ นางแสร้งทำทีคล้อยตามพวกโจรเพื่อหาโอกาสหลบหนี จนเมื่อสบโอกาส นางก็หลอกล่อโจรหนุ่มรูปหล่อคนหนึ่งให้หลงกลพานางแยกออกมาจากขบวน เพียงสองคนเข้าไปในป่า เมื่ออยู่ในที่ลับตาคนแล้ว นางก็รีบหนีเอาตัวรอดไปได้ทันทีเมื่อหนีพ้นจากพวกโจรมาได้ หญิงผู้นั้นก็เดินหลงทางอยู่ในป่าจนมาถึงอาศรมของพระโพธิสัตว์ในยามเช้า ขณะนั้นพระโพธิสัตว์ออกไปหาผลไม้ในป่า มีเพียงดาบสหนุ่มผู้เป็นบุตรชายเฝ้าอาศรมอยู่ เมื่อดาบสหนุ่มได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ก็รีบออกมาดู หญิงนั้นแสร้งบอกว่าตนถูกโจรจับมาและเพิ่งหนีมาได้ จึงเหนื่อยล้ามากและขอพักที่อาศรม ทันทีที่เห็นดาบสหนุ่ม นางก็คิดในใจว่าจะใช้มารยาและความงามของตนล่อลวงให้เขาหลงใหลไม่นานนัก หญิงนั้นก็ล่อลวงดาบสหนุ่มจนตกอยู่ในอำนาจของตน และชักชวนให้เขาละทิ้งการเป็นฤาษี...

เทวธรรมชาดก ชาดกว่าด้วย ธรรมของเทวดา

นานมาแล้ว ณ กรุงพาราณสี ในสมัยที่พระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติ พระองค์มีพระโอรสสองพระองค์นามว่ามหิสสรารามกุมารและจันทกุมารจากพระมเหสีองค์แรก แต่พระมเหสีได้เสด็จสวรรคตไปตั้งแต่โอรสยังทรงพระเยาว์ ต่อมาพระเจ้าพรหมทัตมีพระมเหสีใหม่ที่ทรงโปรดปรานมาก พระมเหสีใหม่จึงปรารถนาจะให้สุริยกุมารโอรสของตนได้ครองราชสมบัติ แม้จะทรงโปรดปรานพระมเหสีเพียงใด แต่พระเจ้าพรหมทัตก็ยังทรงยึดมั่นในความยุติธรรม จึงทรงมีรับสั่งให้มหิสสรารามกุมารและจันทกุมารเข้าป่าไปศึกษาหาความรู้และวิชาอาคม เพื่อเมื่อกลับมาแล้วจะได้ทวงราชสมบัติคืนสุริยกุมาร เมื่อเห็นพี่ชายทั้งสองเตรียมตัวเข้าป่า ก็รู้สึกว่าการกระทำของมารดาไม่ถูกต้อง จึงตัดสินใจขอตามพี่ชายทั้งสองเข้าไปอยู่ในป่าด้วยเมื่อโอรสทั้งสามออกเดินทางร่วมกัน สุริยกุมารซึ่งยังเยาว์วัย ได้รับมอบหมายให้ไปหาน้ำดื่ม เขาได้พบสระน้ำใสสะอาดแห่งหนึ่ง และด้วยความไร้เดียงสา จึงลงไปดื่มน้ำโดยไม่รู้ว่าในสระนั้นมีนางผีเสื้อน้ำอาศัยอยู่ นางผีเสื้อน้ำตนนี้ดำรงชีวิตด้วยการกินเนื้อสัตว์และเนื้อมนุษย์ แต่ท้าวเวสสุวรรณได้มีเทวบัญชาบังคับไม่ให้ทำอันตรายผู้ที่รู้ "เทวธรรม" นางผีเสื้อน้ำจึงถามสุริยกุมารว่า "เทวธรรม" คืออะไร แต่สุริยกุมารตอบผิดไปว่าคือพระจันทร์กับพระอาทิตย์ นางผีเสื้อน้ำไม่เชื่อ จึงจับสุริยกุมารขังไว้เป็นอาหารจันทกุมารตามมาถึงสระน้ำ และก็ถูกนางผีเสื้อน้ำถามคำถามเดียวกัน จันทกุมารตอบไปว่าคือทิศทั้งสี่ ซึ่งเป็นคำตอบที่ผิดเช่นกัน...

เกฬิสีลชาดก พระลกุณฏกภัททิยะ ชาดกว่าด้วย ปัญญาสำคัญกว่าร่างกาย

ในดินแดนที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน มีพระภิกษุรูปหนึ่งนามว่า พระลกุณฏกภัททิยเถระ ท่านเป็นที่เลื่องลือในพระพุทธศาสนาด้วยเสียงอันไพเราะ และเป็นผู้แสดงธรรมได้อย่างลึกซึ้งจับใจ ผู้คนต่างยกย่องท่านว่าเป็นพระอรหันต์ผู้แตกฉานในปัญญาแต่ถึงกระนั้น พระเถระรูปนี้กลับมีร่างกายที่เล็กจ้อย เตี้ยกว่าพระภิกษุรูปอื่นมากนัก จนบางครั้งก็ดูคล้ายสามเณรน้อย ทำให้ท่านมักถูกภิกษุรูปอื่นล้อเลียนอยู่เสมอวันหนึ่ง ขณะที่พระลกุณฏกภัททิยเถระยืนอยู่ที่ซุ้มประตูพระวิหาร มีหมู่ภิกษุชาวชนบทราว 30 รูปเดินทางมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ เมื่อพวกเขาเห็นพระเถระตัวเล็กอยู่ที่ประตู ด้วยความคึกคะนองและเข้าใจผิดคิดว่าท่านเป็นสามเณรน้อย พวกเขาจึงพากันแกล้งท่าน จับชายจีวรบ้าง มือบ้าง ศีรษะบ้าง จมูกบ้าง หูบ้าง แล้วก็เขย่าตัวท่าน พลางหัวเราะเอิ๊กอ๊าก “เจ้าเณรน้อย มานี่สิ!” หรือ “เจ้าเณรนี่หน้าแก่จัง!” สร้างความอับอายให้พระเถระไม่น้อยเมื่อแกล้งจนพอใจแล้ว ภิกษุเหล่านั้นก็เข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์...

เวฬุกะชาดก ภิกษุเลี้ยงงูอรสพิษ ชาดกว่าด้วย คนที่นอนตาย

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นที่พระเชตวันมหาวิหาร เมื่อมีภิกษุรูปหนึ่งซึ่งเป็นคนว่ายากสอนยาก ไม่เคยฟังคำตักเตือนจากใคร สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้ภิกษุรูปหนึ่งไปนิมนต์ภิกษุผู้ว่ายากเข้าเฝ้า เมื่อภิกษุนั้นมาถึง พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า ไม่ใช่เพียงชาตินี้เท่านั้นที่เธอเป็นคนว่ายากสอนยาก แม้ในชาติปางก่อนก็เป็นเช่นนี้ พระพุทธองค์ทรงระลึกชาติและตรัสเล่า เวรุชาดก ให้พระภิกษุทั้งหมดฟัง เพื่อให้ภิกษุผู้ว่ายากได้เห็นโทษของการดื้อรั้นและเปลี่ยนนิสัย พระองค์ทรงเตือนว่า ด้วยความดื้อดึงสอนยากนี้ ทำให้เขาถูกงูกัดถึงแก่ความตาย หากไม่ละทิ้งนิสัยนี้ ชาตินี้ก็คงต้องพบจุดจบไม่ต่างอะไรกับชาติที่แล้วในอดีตกาล ณ แคว้นกาสี มีครอบครัวเศรษฐีผู้หนึ่ง หัวหน้าครอบครัวล้มป่วยลงและเสียชีวิตในที่สุด บุตรชายเศรษฐี ผู้เป็นบัณฑิต ได้เห็นว่าแม้บิดาจะมีทรัพย์สมบัติมากมายเพียงใด ก็ไม่สามารถนำติดตัวไปได้เลย เขาจึงตัดสินใจนำทรัพย์สมบัติทั้งหมดออกมาแจกเป็นทานให้แก่ผู้ยากไร้ เหลือไว้เพียงอาภรณ์ติดตัวและเครื่องบริขารเพื่อบำเพ็ญเพียรเท่านั้นหลังจากแจกจ่ายทรัพย์สินหมดแล้ว บุตรเศรษฐีพร้อมบริวารได้มุ่งหน้าสู่ ป่าใหญ่แดนหิมพานต์เพื่อประพฤติพรหมจรรย์ บัณฑิตหนุ่มได้ถือเพศเป็นฤาษี เพียรภาวนาจนบรรลุธรรมอภิญญา ทำให้มีผู้เลื่อมใสและถือบวชติดตามเป็นศิษย์มากมาย...

เนรุชาดก ชาดกว่าด้วย อานุภาพของเนรุบรรภพ

เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศพระธรรมคำสอนในชมพูทวีป ทำให้พระอริยสัจกลายเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนเรื่องภิกษุบวชใหม่มีภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งเพิ่งบวชใหม่และได้ออกธุดงค์ไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ท่านได้เลือกปฏิบัติตนใต้ต้นไม้ใหญ่ด้วยความเคร่งครัด ชาวบ้านที่ผ่านไปมาเห็นกิริยาอันน่าเลื่อมใสของท่าน ก็บังเกิดศรัทธาขึ้นมา พวกเขาจึงปรึกษากันที่จะสร้างบรรณศาลาถวายแด่ภิกษุรูปนี้เมื่อภิกษุหนุ่มเดินจงกรมเสร็จในวันหนึ่ง นายบ้านก็ได้เข้ามานิมนต์ท่านให้ย้ายเข้าไปพักในบรรณศาลาที่ชาวบ้านร่วมใจกันสร้างถวาย ซึ่งท่านก็ตอบรับ เมื่อเวลาผ่านไป ชาวบ้านก็ยิ่งชื่นชมในอิริยาบถที่งดงามของภิกษุหนุ่ม และได้นำภัตตาหารคาวหวานมาถวายทั้งเช้าและเพลอย่างไม่ขาด ในทุกค่ำคืน ชาวบ้านจะพากันมารวมตัวกันเพื่อฟังพระธรรมเทศนาที่ภิกษุหนุ่มบรรยายตามคำสอนของพระพุทธองค์แต่ด้วยความเหนื่อยล้าและความเบื่อหน่าย ทำให้ความนิยมในการฟังธรรมเริ่มลดลง ข่าวการอุปัฏฐากพระสงฆ์ในหมู่บ้านนี้ได้แพร่กระจายออกไป ทำให้นักบวชจากคณะอื่น ๆ ถือโอกาสเดินทางเข้ามาในหมู่บ้านเพื่อแสวงหาผลประโยชน์เริ่มจากพวก สัตวา ที่ยึดถืออัตตาเป็นสรณะ พวกเขาได้รับการต้อนรับจากชาวบ้านและได้รับการกราบไหว้แทนภิกษุเถรวาทต่อมาคือคณะ อุจเฉททิฏฐิ ที่เชื่อในอัตตาเฉพาะชาตินี้เท่านั้น และพวก อจลวิชญ์ ซึ่งต่างก็ได้รับการยกย่องจากชาวบ้านอย่างมากนักบวชเหล่านี้พึงพอใจที่ได้มาอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกับเหล่าสาวกของพระศาสดา แต่ภิกษุหนุ่มกลับรู้สึกไม่สบายใจและต้องจำยอมอยู่ร่วมกับนักบวชเหล่านี้อย่างไม่สงบ เมื่อออกพรรษาแล้ว ภิกษุหนุ่มจึงได้เดินทางกลับไปเฝ้าพระพุทธองค์ ณ พระเชตวันมหาวิหาร และกราบทูลเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ทรงวินิจฉัยเนรุชาดกเมื่อพระพุทธองค์ทรงสดับเรื่องราวแล้ว...

อสัมปทานชาดก ชาดกว่าด้วย การไม่รับของทำให้เกิดการแตกร้าว

เรื่อง "อสัปทานชาดก" หรือ "ชาดกว่าด้วยการไม่รับของทำให้เกิดการแตกร้าว" นี้ มีที่มาในสมัยพุทธกาล เมื่อพระบรมศาสดาประทับ ณ พระเวรุวัณมหาวิหาร ทรงปรารภถึง พระเทวทัต. ขณะนั้น ภิกษุทั้งหลายกำลังสนทนากันในโรงธรรมเรื่องความอกตัญญูของพระเทวทัตที่ไม่รู้คุณของพระตถาคต พระศาสดาจึงตรัสว่า พระเทวทัตเป็นผู้อกตัญญูมาตั้งแต่ครั้งอดีตแล้ว และทรงนำเรื่องราวในอดีตมาเล่า.ในอดีตกาล เมื่อพระราชามคธพระองค์หนึ่งเสวยราชสมบัติที่พระนครราชคฤห์ แคว้นมคธ มี โพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นสังฆเศรษฐี ซึ่งเป็นเศรษฐีผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์ 80 โกฏิ. สังฆเศรษฐีมีสหายอยู่ที่พระนครพาราณสีชื่อ ปิริยเศรษฐี ซึ่งก็เป็นเศรษฐีผู้มีทรัพย์ 80 โกฏิเช่นกัน.ต่อมา ปิริยเศรษฐีประสบปัญหาการค้าขาดทุนจนหมดสิ้นเนื้อประดาตัว กลายเป็นคนขัดสนไร้ที่พำนัก. เขาจึงระลึกถึงสังฆเศรษฐีผู้เป็นสหาย และชวนภรรยาเดินทางด้วยเท้าเปล่าจากพาราณสีไปยังราชคฤห์...

มหิฬามุขชาดก ช้างมหิฬามุข ชาดกว่าด้วย การเสี้ยมสอน

เรื่องนี้เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล ณ นครราชคฤห์ แผ่นดินพระเจ้าอชาตศัตรู ซึ่งในเวลานั้นมีสำนักพระพุทธศาสนาที่แปลกแยกออกไป โดยมีพระเทวทัตเป็นผู้นำ และได้รับการสนับสนุนอย่างอุดมสมบูรณ์จากพระเจ้าอชาตศัตรู ณ ตำบลคยาศีรษะ. ในเมืองราชคฤห์มีสหายรักสองคนมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งทั้งสองเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและตัดสินใจจะบวชเพื่อบรรลุธรรม. สหายคนหนึ่งเลือกบวชในพระเวฬุวันมหาวิหารของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ในขณะที่อีกคนหนึ่งเลือกบวชในสำนักของพระเทวทัต โดยมีข่าวลือว่าที่นั่นสุขสบายนัก.แม้จะต่างที่บวช แต่สหายทั้งสองก็ยังไปมาหาสู่กันมิได้ขาด. ภิกษุผู้เป็นสาวกของพระเทวทัตมักชักชวนสหายของตนให้ไปฉันภัตตาหารที่สำนักของพระเทวทัตอยู่เสมอ โดยอ้างว่ามีอาหารรสดีมากมาย หลากหลาย ทั้งต้มยำ นึ่ง ทอด ล้วนประณีตถูกปากแบบชาววัง. แรกเริ่ม ภิกษุผู้บวชในเวฬุวันก็บ่ายเบี่ยงที่จะไปบิณฑบาตด้วยตนเอง แต่เมื่อถูกคะยั้นคะยอบ่อยเข้าจึงรับปาก และเมื่อไปฉันก็เกิดความเคยชิน ไปเป็นประจำ. ภิกษุรูปนี้ได้ให้เหตุผลกับตนเองและเพื่อนภิกษุว่า ถึงแม้จะไปฉันอาหารที่สำนักพระเทวทัต แต่พระเทวทัตไม่ได้เป็นคนให้ เขาฉันอาหารของ "ผู้มีจิตศรัทธานำมาถวาย"...

อนุสาสิกชาดก ชาดกว่าด้วย ดีแต่พูด

เรื่องเริ่มต้นขึ้นในสมัยพุทธกาล ณ พระเชตวันมหาวิหาร ในนครสาวัตถี มีภิกษุณีรูปหนึ่งมีนิสัยชอบสั่งสอนและห้ามภิกษุณีรูปอื่นๆ ไม่ให้เข้าไปในที่หวงห้าม แต่ตนเองกลับละเมิดเข้าไปในที่เหล่านั้นเสียเอง. ภิกษุณีรูปนี้ไม่ได้ใส่ใจในสมณธรรม แต่กลับติดใจในลาภ จึงมักจะออกไปบิณฑบาตในพื้นที่เฉพาะที่ภิกษุณีรูปอื่นไม่ไป เพื่อจะได้อาหารอันประณีตโดยไม่ต้องแบ่งใคร. ด้วยความโลภ นางกลัวว่าภิกษุณีรูปอื่นจะล่วงรู้แหล่งบิณฑบาตดีๆ นี้ จึงไปหลอกภิกษุณีเหล่านั้นว่าบริเวณดังกล่าวมีอันตรายรอบด้าน เช่น มีช้างดุ ม้าดุ หรือสุนัขดุ. บรรดาภิกษุณีรูปอื่นๆ ต่างหลงเชื่อคำของนางอย่างสนิทใจและไม่มีใครกล้าออกไปบิณฑบาตในบริเวณนั้นเลย.อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่ภิกษุณีผู้ชอบสั่งสอนกำลังออกบิณฑบาตในบริเวณที่ตนหลอกว่าอันตรายนั้นเอง เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็พลันเกิดขึ้น แพะดุตัวหนึ่งได้พุ่งเข้าชนที่หน้าแข้งของเธออย่างจัง ทำให้กระดูกขาของนางหักเป็นสองท่อนทันที. นางนอนทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด ชาวบ้านในละแวกนั้นได้เข้าช่วยเหลือและหามนางกลับไปส่งยังสำนักภิกษุณี. เมื่อเรื่องนี้ล่วงรู้ไปถึงภิกษุณีรูปอื่นๆ พวกเธอก็พากันหัวเราะเยาะและกล่าวโทษนางว่า "ดีแต่สอนคนอื่น แต่ตนเองกลับไปซะเอง จนถูกแพะชนขาหัก...